วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สาขาวิชาทั้งหมด

เกษตรกรรมและสัตวแพทย์ศาสตร์




ไม่ได้เรียนแค่ เรื่องพืชไร่ แต่คุณจะได้เรียนอุตสาหกรรมการเกษตรและการทำฟาร์มทั้งหมด เช่น การจัดการพื้นที่ชนบท, การให้ยาปศุสัตว์, การตัดต่อพันธุกรรมพืช, การถนอมอาหารและ การเปลี่ยนของภูมิ
อากาศ

มีวิชาดังต่อไปนี้

    เกษตรศาสตร์ การจัดการฟาร์ม ปศุุศัตว์ การทำสวน วิทยาศาสตร์การเพาะปลูกพืชผล สัตวแพทยศาสตร์

วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์





เรียนวิถีชีวิต, ธรรมชาติและทุอกอย่างที่อยู่รอบๆตัวเรา คุณจะได้พัฒนาวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์, ทักษะทางตัวเลข และระบบการคิดเพื่อแก้ปัญหา


มีวิชาดังต่อไปนี้


ดาราศาสตร์ ชีววิทยา วิทยาศาสตร์ ชีวการแพทย์เ คมีธรณีศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ทั่วไป ภูมิศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์ชีวิตวัสดุศาสตร์ คณิตศาสตร์ฟิสิกส์วิทยาศาสตร์การกีฬา



สถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง







การผสมกันระหว่างจินตนาการในการออกแบบอาคารและการใช้พื้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่ลงตัว และวิทยาศาสตร์, มนุษย์ศาสตร์, วิจิตรศิลปและ ประยุกต์ศิลป์ เพื่อสร้างสรรค์และออกเเบบเมืองให้น่าอยู่


มีวิชาดังต่อไปนี้
สถาปัตยกรรมศาสตร์ สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง การก่อสร้าง การบริการซ่อมบำรุง การวางแผนงาน การบริหารจัดการทรัพย์สินการสำรวจ



ธุรกิจและบริหาร


ครอบคลุมการเงิน, การบัญชี, การตลาด, การจัดการทรัพยากรบุคคลและการบริหารงาน คุณจะได้เรียนการฝึกทักษะที่เพื่อริเริ่มพัฒนาโปรเจกต์ของคุณเองและ โปรเจกต์ของบริษัทระดับโลก

มีวิชาดังต่อไปนี้
การบัญชี ธุรกิจศึกษา พาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ วิชาผู้ประกอบการ การเงิน การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการ     การตลาด การบริหารสำนักงาน การจัดการคุณภาพ การค้าปลีก การขนส่งและโลจิสติก



วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และไอที


พัฒนาความสามารถของคุณในทางความคิดสร้างสรรค์และการปฏิบัติ! คุณจะได้ศึกษาการสร้างภาพของการทำงานจากการวาดภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกและวิดีโอเกมรวมทั้งงานศิลปะและการออกแบบผลิตภัณฑ์

มีวิชาดังต่อไปนี้

วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ การคำนวณ เทคโนโลยีสารสนเทศ มัลติมีเดีย ซอฟต์แวร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์



ศิลปะและการออกแบบ


พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ! คุณจะได้เรียนการทำภาพขจากคอมพิวเตอร์กราฟิกและ วิดีโอเกม รวมทั้งงานศิลปะแบบวิจิตรศิลป์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์

มีวิชาดังต่อไปนี้
ศิลปะ การบริหารศิลปะ หัตถกรรมและงานฝีมือ เต้นรำ การออกแบบที่ไม่ใช่ทางอุตสาหกรรม แฟชั่นและการออกแบบสิ่งทอ การออกแบบกราฟิก การออกแบบอุตสาหกรรม การออกแบบตกแต่งภายใน ดนตรี โรงละครและการศึกษาละคร



การศึกษาและการฝึกอบรม



คุณจะได้เรียนรู้ว่า ทรัพยากรมนุษย์ มีการพัฒนาและเรียนรู้ตนเองอย่างไน คุณสามารถสมัครเข้าเรียนได้ทั้งระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าปริญญาตรี ซึ่งคอร์สนี้จะทำให้คุณจะมีประสบการณ์การสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

มีวิชาดังต่อไปนี้
การศึกษาผู้ใหญ่ CPD คำแนะนำด้านอาชีพ การศึกษาปฐมวัย การฝึกสอน การเรียนเพื่อการศึกษา การจัดการการศึกษา การวิจัยด้านการศึกษา จิตวิทยาด้านการศึกษา ครุศาสตร์ การศึกษาพิเศษ การฝึกอบรมครู การเรียนการสอนเฉพาะทาง



วิศวกรรมศาสตร์


การประยุกต์เอาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาสร้างเป็นงานออกแบบ รวมถึงพัฒนา และดูแลคุณภาพของระบบโครงสร้างพื้นฐานของอาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมไปถึงระบบควบคุมทางวิศวกรรมขนาดใหญ่

มีวิชาดังต่อไปนี้
วิศวกรรมการบิน วิศวกรรมชีวเวช วิศวกรรมเคมีและวัสดุ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอิเล็คทรอนิคส์วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมและเทคโนโลยี การผลิตและผลผลิต วิศวกรรมทางทะเล วิศวกรรมเครื่องกล        โลหะวิทยา การทำเหมืองแร่ขุดเจาะน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติ วิศวกรรมพลังงาน การควบคุมคุณภาพ วิศวกรรมโครงสร้างโทรคมนาคม วิศวกรรมยานยนต์




การดูแลส่วนบุคคลและการออกกำลังกาย


ศาสตร์นี้เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์และวิธีการเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์และมีความความสุนทรีย์ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการรักษาความงามเกี่ยวกับผม, การรักษาความงามทั่วไป และการมีสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่แข็งแรง

มีวิชาดังต่อไปนี้
สุคนธบำบัด การเสริมความงาม การตัดแต่งทรงผม การนวดสุขภาพและการออกกำลังกาย การนวดกดจุด การบำบัดโรค


สุขภาพและการแพทย์


คุณจะได้เรียนในทุกแง่มุมของร่างกายมนุษย์ เพื่อการประเมินอาการของผู้ป่วยและวินิจฉัยเพื่อการรักษาอาการนั้นๆ รวมทั้งตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพ รวมทั้งคุณจะได้เรียนรู้การรักษาด้วยยาและการผ่าตัด

มีวิชาดังต่อไปนี้
สุขภาพทางเลือก การให้คำปรึกษา ทันตแพทยศาสตร์ สุขภาพศึกษา สุขภาพและความปลอดภัย แพทยศาสตร์สูติศาสตร์และการผดุงครรภ์ การพยาบาลโภชนาการและสุขภาพ จักษุวิทยา เภสัชวิทยา สรีรวิทยา กายภาพบำบัดจิตวิทยา สาธารณสุข



มนุษยศาสตร์


คุณจะได้รับการฝึกเชิงการคิดวิเคราะห์และเชิงจริยธรรม รวมทั้งความรู้ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถประยุกต์ใช้ได้ในวงการต่างๆ เช่น การศึกษาวรรณกรรม, ศิลปะและสังคมศึกษา

มีวิชาดังต่อไปนี้

โบราณคดี คลาสสิก วัฒนธรรมศึกษา ภาษาอังกฤษศึกษา ศึกษาทั่วไป ประวัติศาสตร์ ภาษาวรรณคดี พิพิธพันธศึกษาปรัชญา ภูมิภาคศึกษา ศาสนาศึกษา



กฎหมาย


คุณจะได้เรียนรู้วิธีการทำงานระบบกฎหมายทั่วโลก ฎหมายนานาชาติและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักศึกษาต่างชาติที่กำลังมองหาโอกาสในระดับนานาชาติ

มีวิชาดังต่อไปนี้

กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ ที่ปรึกษากฎหมาย กฎหมายศึกษา กฎหมายมหาชน



MBA


ปริญญาโทบริหารธุรกิจ ฝึกให้นักเรียนมีทักษะในการปฏิบัติเพื่อความสำเร็จในโลกของธุรกิจ ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจโลกมีความต้องการผู้สำเร็จการศึกษาสาขานี้

หลักสูตร MBA



สังคมศาสตร์และสื่อ


คุณจะได้เรียนรู้วิธีการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคม วิชาเรียนรวมถึง การแสดงออกในทางปฏิบัติในภาพยนตร์และสื่อ และทฤษฎีสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา

มีวิชาดังต่อไปนี้

มนุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ ภาพยนตร์และโทรทัศน์ ภูมิศาสตร์มนุษย์ วารสารศาสตร์ บรรณารักษ์ศึกษา ภาษาศาสตร์สื่อ การถ่ายภาพ การเมืองสังคมศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ สังคมวิทยา การเขียน



ท่องเที่ยวและการบริการ


คุณจะได้เรียนเกี่ยวกับงานบริการ, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและผลกระทบระดับโลก คุณจะมีโอกาสที่จะมีอาชีพที่ได้เดินทางไปทั่วโลก รวมทั้งพัฒนาธุรกิจของคุณเอง

มีวิชาดังต่อไปนี้
การจัดการ การบิน และสายการบิน การจัดเลี้ยง การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ด้านการบริการ การจัดการโรงแรม    การจัดการด้านสันทนา การการเดินทางและการท่องเที่ยว

ที่มา http://www.hotcourses.in.th/study/all-subjects-courses/undergraduate-postgraduate-degrees/programs.html

สาขาวิชาใหม่มาแรง

1.วิศวกรรมการแพทย์



หรือเรียกอีกชื่อว่าชีวเวช (biomedical engineering)หรือวิศวกรรมการแพทย์ (medical engineering)

เป็นสาขาวิชาที่นำเอาความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เช่น ความรู้กลศาสตร์ของไหล นำมาใช้กับการทำหัวใจเทียม หลอดเลือดเทียม , แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (mathematical modeling) ความรู้ทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน สามารถใช้งานได้จริง

รวมถึงการศึกษาค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อน และต้องการขั้นตอนการผลิตที่มีมาตรฐาน และ ประสิทธิภาพสูง เช่น นำมาอธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง, ความรู้ทางกลศาสตร์และคอมพิวเตอร์ใช้ในการหุ่นยนต์นำการผ่าตัด เทคโนโลยีในเครื่องมือผ่าตัด เครื่องส่องดูอวัยวะในร่างกาย อุปกรณ์จ่ายยาอัตโนมัติ ข้อต่อหรืออวัยวะเทียม เครื่องวิเคราะห์สัญญาณหัวใจหรือสมอง อุปกรณ์ตรวจสอบระบบน้ำตาลในเลือด ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ การออกแบบสร้างอุปกรณ์พิเศษที่จำเป็นต่อการบำบัดรักษา การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ไปจนถึงการสังเคราะห์โพลิเมอร์นำส่งยาเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงการศึกษาและวิจัยอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทางการแพทย์ต่างๆ

สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์เป็นสาขาวิชาที่บูรณาการศาสตร์ต่างๆ ต่อไปนี้ วิศวกรรมศาสตร์ ทั้งไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ เครื่องกล อิเล็กทรอนิกส์ นาโน วัสดุ หรือแม้แต่ความรู้ทางวิศวกรรมโยธาก็มีประโยชน์ในสาขานี้ รวมถึงความรู้ในสาขาแพทยศาสตร์ ชีววิทยา เคมี ชีวเคมี เภสัชศาสตร์ รังสีวิทยา เทคนิคการแพทย์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่นๆ เพื่อนำความรู้มาใช้พัฒนาหรือสร้างเครื่องมือ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะ

มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน :

1. มหาวิทยาลัยมหิดล (แห่งแรกของประเทศไทย)
2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
4. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2.ทัศนมาตรศาสตร์



ทัศนมาตรศาสตร์ หรือถ้าเป็นที่ม.รังสิตจะเรียกว่า ทัศนศาสตร์ ถือเป็นสาขาที่มีคนเรียนน้อย และแน่นอนก็จบน้อยตามไปด้วย แต่ความต้องการ ?มีสูง?

วิชาชีพทัศนมาตรศาสตร์เป็นการประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการตรวจและทดสอบระบบการมองชัดของสายตา การทดสอบระบบการเคลื่อนไหวของดวงตา ตรวจคัดกรองสายตาที่ผิดปกติส่งต่อแพทย์ตามความเหมาะสม และแก้ไขฟื้นฟูความผิดปกติของการมองเห็นโดยการใช้แว่นตาเลนส์สัมผัสหรือคอนแท็คเลนซ์ และการฝึกการบริหารกล้ามเนื้อตาซึ่งไม่รวมถึงการแก้ไขความผิดปกติเนื่องจากระบบประสาทตาหรือโรคทางตาที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของการหักเหของแสงการแก้ไขความผิดปกติโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด และการใช้เลเซอร์ชนิดต่างๆ

มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน :

1. มหาวิทยาลัยรังสิต

2. มหาวิทยาลัยรามคำแหง

3.วิศวกรรมการเงิน(Financial Engineering)


สาขาวิศวกรรมการเงิน(Financial Engineering) เป็นทักษะที่ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ สถิติ เศรษฐศาสตร์ และ การเงิน มาบูรณาการรวมกันโดยเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้เรื่องดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญไปสู่ทักษะด้านการวิเคราะห์การเงิน การลงทุน และการจัดการความเสี่ยง ตลอดจนมีความสามารถในการใช้เครื่องคำนวณ และเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี

หลักสูตรในมหาวิทยาลัยของประเทศไทยจะสนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษา โดยในชั้นปี 3 และปี 4 จะสามารถให้นักศึกษาสอบใบอนุญาตผู้ประกอบการธุรกิจการเงินเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดงาน เช่น CISA (Certified Investment and Securities Analyst Program)ของประเทศไทยและ CFA (Chartered Financial Analyst)ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย

มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน :

1. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (แห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนสาขาในด้านนี้)
2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

4.มีเดียทางการแพทย์


สาขาวิชามีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ (Medical & Science Media)

เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตมีความรู้ความสามารถ มีทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการออกแบบ และผลิตสือทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยมุ่งเน้นการผลิตสื่อทางด้านเสียง กราฟฟิก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว 2 มิติ 3 มิติ และสามารถบูรณาการกับศาสตร์ทางการแพทย์ ในการผลิตสื่อเพื่อการเรียนรู้ และการวินิจฉัย การนำเสนอ การประชาสัมพันธ์ และการวิจัยเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานทางด้านแพทย์ และสาธารสุขให้สูงขึ้น

และสามารถชี้นำแนวทาง ในการพัฒนาศาสตร์ด้านมีเดียทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ให้กับสังคม ตลอดจนปลูกฝังให้บัณฑิตเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม และรับผิดชอบต่อสังคมในวงการวิชาชีพโดยผู้ที่เรียนหลักสูตรนี้จะได้ปริญญาบัตร เทคโนโลยีบัณฑิต (มีเดียทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์) หรือ Bachelor of Technology (Medical and Science Media)

มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน :

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

5.นิเทศศาสตร์และนวัตกรรม


1. ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

นิเทศศาสตร์เกษตร (Agricultural Communication)
เป็นสาขาวิชาที่สามารถนำเอาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร เทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ ในวงการเกษตรส่งสารไปสู่เกษตรกรและชุมชนได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเกษตรและสาขาอื่นๆ ได้เพื่อให้การพัฒนาระบบการเกษตรของไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

2. ปริญญาตรี สื่อสารการกีฬา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
สื่อสารการกีฬา (Sport Communication)
คนไหน อยากแนว อยากเป็นนักข่าวสายกีฬา ต้องเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยรังสิต ในหลักสูตร การสื่อสารการกีฬาครับ โดยเฉพาะหลักสูตรนี้มีวิชาน่าเรียนอย่าง การถ่ายภาพกีฬา โครงการการสื่อสารและแคมเปญทางด้านกีฬา และการจัดการเกมส์กีฬาเป็นต้น

3. ปริญญาตรี นวัตกรรมสื่อสารมวลชน?คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ (convergence journalism)
เป็นการศึกษาหลักการและภารกิจของงานสื่อสารมวลขน โดยฝึกฝนการนำเสนอข่าวแบบคอนเวอร์เจซ์ ทั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ เน้นเพิ่มพูนทักษะในการสืบค้นข้อมูล การวิเคราะห์ การเขียนและนำเสนอข่าวในรูปแบบต่าง ๆ ฝึกลงมือปฏิบัติจริงทั้งภายในห้องปฏิบัติการและในองค์กรสื่อมวลชน เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่แวดวงอาชีพด้านวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์

การสื่อสารการตลาดข้ามวัฒนธรรม (Intercultural Communication)
หลักสูตรนี้เป็นการพัฒนาแนวคิดด้านการสื่อสารการตลาดและแบรนด์ในบริบททางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ฝึกสร้างสรรค์งานสื่อสารการตลาดเชิงกลยุทธ์ และเพิ่มพูนทักษะการการใช้เครื่องมือและผลิตสื่อใหม่เพื่อการสื่อสารการตลาดข้ามวัฒนธรรม โดยเน้นการออกฝึกงานจริงในภาคธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มพูนประสบการณ์ด้วยกิจกรรมศึกษาดูงานในโครงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับประเทศในกลุ่มอาเซียนบวกสาม

6.สหวิทยาการทางสังคมศาสตร์




สาขาวิชาที่เกิดใหม่จากการรวมศาสตร์หลายๆศาสตร์ทางสังคมศาสตร์มาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ศาสตร์ทางด้านบริหารธุรกิจ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา และอื่นๆ ซึ่งเรียกการนำหลายๆศาสตร์มาประยุกต์ใช้นี้ว่าสหวิทยาการ (Interdisciplinaly) มี6 หลักสูตร จาก 2 มหาวิทยาลัยด้วยกัน

1. ปริญญาตรีสาขาวิชาผู้นําทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง (Leadership Studies)วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมืองBachelor of Arts (Leadership Studiesนี้นั้น เป็นการพัฒนาหลักสูตร ของสาขาวิชาปรัชญา เศรษฐศาสตร์ และการเมือง ให้มีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมความรู้สาขาต่างๆที่จะมีส่วนพัฒนาภาวะผู้นำชัดเจนเพิ่มขึ้นครับ เป็นการศึกษาความรู้หลากหลายของวิชาทางสังคมศาสตร์ ทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ปรัชญา บริหารธุรกิจ สังคมวิทยาและอีกหลายแขนงเพื่อทำให้บัณฑิตเป็นคนที่รู้รอบและรู้กว้างซึ่งสอดรับกับภาวะในปัจจุบันที่สังคมไทยต้องการคนที่มีทักษะในการทำความเข้าใจหลายศาสตร์ทางสังคมศาสตร์และสามารถนำมาประยุกต์ในในชีวิตประจำวันและการทำงานได้

2. ปริญญาตรี สหวิทยาการทางสังคมศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปริญญาตรีสหวิทยาการสังคมศาสตร์Bachelor of Arts (Interdisciplinary Studies of Social Science)จะผลิตบัณฑิตที่มีองค์ความรู้ชัดเจนในการจัดการที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์คือ ศาสตร์ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศาสตร์ในแนวประยุกต์อื่น ๆ โดยจะต้องมีลักษณะการเรียนการสอนในลักษณะสหวิทยาการ คือมีการเรียนการสอนลักษณะให้เอาองค์ความรู้ดังกล่าวมาโยงใยให้เห็นความเชื่อมโยงไม่ใช่สอนแบบแยกส่วน ซึ่งลักษณะการเรียนการสอนลักษณะสหวิทยาการนี้จะทำให้บัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถแบบองค์รวมที่นำไปใช้ประโยชน์จริงได้ และจากความเข้มแข็งในด้านการเรียนการสอนนี้ จะสามารถนำไปพัฒนาใช้เป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยที่มีคุณภาพต่อไปได้

7.วิศวกรรมซอฟต์แวร์และความรู้



หลายคนที่ชอบเล่นสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) หรือ เกมส์ออนไลน์ (Game Online) รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีต่างๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสาร และเทคโนโลยี ห้ามพลาด -วิศวกรรมซอฟแวร์และความรู้เป็นการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ชาญฉลาดซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร วิศวกรรมซอฟต์แวร์และความรู้ศึกษาวิธีการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบดังกล่าว ทั้งจากมุมมองของวิศวกรซอฟต์แวร์ที่เน้นกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ และจากมุมมองของวิศวกรความรู้ซึ่งเน้นกรรมวิธีการสร้าง สกัดและจัดการกับความรู้จากข้อมูลจำนวนมหาศาล
หลักสูตร ออกแบบโดยมุ่งเน้นการฝึกฝนให้นิสิต นักศึกษาได้นำความรู้ ด้านทฤษฎีมาใช้ปฏิบัติจริง และเน้นการพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่อีกด้วย โดยการศึกษาจะศึกษาความรู้พื้นฐานด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์?กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้ง กระบวนการตั้งแต่การวิเคราะห์ออกแบบไปจนถึงขั้นตอนของการทดสอบ นอกจากนี้ยังศึกษาด้านวิศวกรรมความรู้ และมีวิชาเลือกด้านปัญญาประดิษฐ์และด้านวิศวกรรมความรู้ เช่น การทำเหมืองข้อมูล คลังข้อมูล และระบบช่วยตัดสินใจ เป็นต้น

มหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรปริญญาตรีวิศวกรรมซอฟแวร์และความรู้ เช่น

1. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน (หลักสูตรนานาชาติ)
2. คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หลักสูตรนานาชาติ)
4. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
5. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
6. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (บางแสน)
7. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ
8. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
9. คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง

8.อาเซียนศึกษาและภาษาอาเซียน




อันที่จริงหลักสูตรการเรียนในสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับเพื่อนบ้านของเรานั้น มีเปิดสอนในระดับปริญญาตรีมากกว่า 14 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ริเริ่มโครงการปริญญาตรี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา หรือ (Southeast Asian Studies)ขึ้นในมหาวิทยาลัย

1.ปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาพม่าศึกษา ศูนย์พม่าศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

2. ปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาภาษามลายู และสาขาวิชามลายูศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

3. ปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาภาษาเขมร และ สาขาภาษาเวียดนาม?ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

4. ปริญญาตรี หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาอาเซียนศึกษา โครงการภูมิภาคศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

9.การจัดการภูมิสังคมและการจัดการภูมิวัฒนธรรม



เพื่อนๆ คนไหนที่พร้อมรับกับกระแสการทำงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ชอบด้านงานด้านการพัฒนา งานการจัดการ รวมถึงสนใจความรู้เกี่ยวกับด้านสังคม วัฒนธรรม ชุมชนท้องถิ่นแล้วหละก็ พลาดไม่ได้กับสาขาวิชาใหม่อย่าง”การจัดการภูมิวัฒนธรรม”และสาขาวิชา”การจัดการภูมิสังคม”วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

1. ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภูมิวัฒนธรรมวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต การจัดการภูมิวัฒนธรรมBachelor of Arts (Geo-CulturaManagement)เป็นการผลิตบัณฑิตในโครงการบัณฑิตคืนถิ่น ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สำเร็จการศึกษากลับไปรับใช้ถิ่นบ้านเกิด มีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม ภูมิวัฒนธรรม บนฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเปิดโอกาสให้เยาวชนชายขอบได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาครับ โดยนักศึกษาต้องเรียนองค์ความรู้ในการพึ่งตนเอง เศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน โดยต้องศึกษาที่วิทยาเขต องครักษ์ 2 ปี และวิทยาเขตที่แม่สอด จังหวัดตาก 2 ปี รวม 4 ปี

2.ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภูมิสังคมวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภูมิสังคมBachelor of Arts (Geosocial-Based Management)มุ่งเน้นการจัดการศึกษาที่ เน้นกระบวนวิชาศึกษาทั่วไปที่พัฒนาผู้เรียนให้มีโลกทัศน์กว้างไกล คิดอย่างมีเหตุผล สามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารความหมายได้ดี มีคุณธรรมจริยธรรม ตระหนักในคุณค่าของในวิถีพอเพียง สามารถนําความรู้ไปใช้ในการดําเนินชีวิต และดํารงตนอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้บัณฑิตยังเป็นผู้ที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเกื้อกูลท่ามกลางความแตกต่างและความหลากหลายของชนชั้นทางสังคม

การจัดการภูมิสังคมจะเรียนลึกในเรื่องวิถีชีวิตและธรรมชาติ กสิกรรมและธรรมชาติ อาหารและการเกษตร วิทยาการชุมชนและเทคโนโลยี วิสาหกิจชุมชนซึ่งล้วนเป็นวิชาที่สำคัญในการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนครับ ซึ่งนักศึกษาต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ จังหวัดนครนายกในชั้นปี ที่ 1 และ 2 และเรียนที่ วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย สระแก้ว มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จังหวัดสระแก้ว ในชั้นปี ที่ 3 และ 4

10.การศึกษาตลอดชีวิต(Lifelong Education)


เป็นสาขาวิชาซึ่งเป็นศิลปะในการสอนโดยอาศัยแนวคิดที่ว่า”คนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดโอกาสทางการศึกษา”คนทุกคนสามารถศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน องค์กรทุกองค์กรต้องจัดการศึกษาเพื่อทุกคนในสังคม และสังคมต้องเอื้อประโยชน์ด้านการศึกษาแก่ทุกคน”Education for All and All for Education”

นักศึกษาที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ จะเป็นนักศึกษาที่มีความรู้ในเรื่องการศึกษาตลอดชีวิต เกิดเจตคติที่ดี ทั้งนี้สามารุประยุกต์เอาความรู้ ทักษะทางการศึกษามาใช้กับตนเอง และสามารถจัดการศึกษาตลอดชีวิต ตอบสนองความต้องการของบุคคล องค์กร ชุมชนและสังคมโดยรวมได้นั่นเอง

วิชาที่สำคัญในการศึกษาของนักศึกษาในหลักสูตร ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาการศึกษาตลอดชีวิตนี้ที่สำคัญ เช่นจิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาวัยรุ่น จิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สื่อการศึกษาเบื้องต้น เทคนิคการสอนผู้ใหญ่ การวางแผนพัฒนาและปรัชญาแนวคิดทางการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษานอกระบบโรงเรียน การจัดการสภาพการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ การศึกษาทางเลือก การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาทางไกลโดยผู้เรียนต้องเข้าใจในหลักการสอนคนทุกเพศทุกวัย และจัดการสอนให้เหมาะสมตามวัยและตามความสามารถของแต่ละบุคคล

ที่มา http://blog.eduzones.com/tonsungsook/106814

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เทคนิคในการเลือกคณะและจัดอันดับ

1.เทคนิคในการเลือกคณะและจัดอันดับ
หัวใจของการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ประการหนึ่งคือ การเลือกคณะ และจัดอันดับในการเลือกคณะได้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนเอง ที่กล่าวเช่นนี้ก้เพราะว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีความชื่นชอบที่จะเรียนในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่สาขานั้นเป็นสาขาที่ผู้เลือกส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ทำคะแนนได้สูงกว่าความสามารถของนักเรียนมาก ถ้านักเรียนเลือกคณะนั้นโอกาสที่นักเรียนจะสอบติดในคณะนั้นก็เป็นไปได้ยากดังนั้นในการพิจารณาเลือกคณะและจัดอันดับ จึงควรคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการเลือกที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด ทั้งในด้านสติปัญญา ความสามารถ ความชอบ ความถนัด และสุขภาพ ฯลฯ โดยมีขั้นตอนที่ควรพิจารณาดังนี้
เทคนิคในการเลือกคณะ
การที่นักเรียนจะเลือกคณะอะไรบ้าง มีหลักเกณฑ์ที่ควรดูพิจารณาดังนี้
1.ต้องรู้กตนเองและสภาพแวดล้อม
1.1 รู้ถึงความสามารถทางด้านวชิาการของตนเอง
ในการเลือกคณะนั้นควรเลือกคณะที่มีความเหมาะสมกับระดับผลการเรียน และผลการสอบของตนเองอย่างแท้จริง ไม่เลือกสูง หรือต่ำกว่าความสามารถของตนเองจนเกินไป เช่น เลือกคณะทันตแพทย์ศาสคร์ จุฬา ทั้งที่เรียนได้เกรด 1 กว่า หรือ 2 เล็กน้อย และสอบได้คะแนนรวม = 15,000 คะแนน ในขณะที่คะแนนต่ำสุดในปี 2553 = 22,915.00 คะแนน ก็นับว่าเลือกสูงไป
1.2 ความชอบ/ความถนัด/ความสนใจของตัวเอง
ควรเลือกพิจารณาตามลำดับความชอบจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากบุคคลที่สนใจหรือชอบสิ่งใด ย่อมจะมีแรงจูงใจในการกระทำมากกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ ดังนั้นคณะที่นักเรียนเลือกควรเป็นคณะที่นักเรียนสนใจจะศึกษาจริงๆ และเหมาะกับความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง ไม่ควรเลือกตามเพื่อน หรือตามค่านิยม โดยไม่ดูความถนัดและความสนใจของตัวเอง เช่น ชอบเรียนฟิสิกส์ ชอบต่อวงจรไฟฟ้า ก็ควรเลือกเรียนทางด้านวิศวกรรม ชอบวาดรูป ก็อาจจะเลือกทางด้านศิลปะ เป็นต้น
1.3 ลักษณะนิสัยส่วนตัว
เพราะอาชีพหลายอาชีพต้งการบุคคลที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะด้าน เช่น งานด้านศิลปะ หรืองานด้านแพทย์-พยาบาล เป็นต้น
1.4 สุขภาพและลักษณะร่างกาย
เพราะบางคณะกำหนดคุณสมบัติเฉพาะไว้ เช่น ส่วนสูง,สายตา หรือโรคบางโรค หรือความพิการในอวัยวะบางส่วนของร่างกาย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นสิ่งจำเป็นในการเรียน และการประกอบอาชีพในอนาคต เป็นต้น
1.5 ดูความต้องการของญาติพี่น้อง และฐานะทางครอบครัว
ประกอบด้วยว่า จะได้รับการสนับสนุนให้เข้าศึกษาในคณะนั้นมากน้อยเพียงใด หรือฐานะทางบ้านสามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตลดระยะเวลาในการศึกษาหรือไม่
2.ต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคณะ/สถาบันต่างๆ
2.1 ในการพิจารณาเลือกคณะ อย่าลืม!
ศึกษาคุณสมบัติ และเกณฑ์ในการสมัครเข้าศึกษาในคณะ/สถาบันนั้นๆ ด้วย เพราะแต่ละมหาวิทยาลัย/สถาบันจะกำหนดกฎเกณฑ์ออกมาหลากหลาย แม้แต่สาขาเดียวกันแต่ต่างสถาบันก็ยังมีเกณฑ์ครสมบัติที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปรัชญาของแต่ละสถาบัน ดังนั้น นักเรียนจึงต้งศึกษารายละเอียดให้ดรก่อนว่า เรามีคุณสมบัติตามที่คณะต้องการหรือไม่

ถ้านักเรียนมีคุณสมบัติไม่ครบตามข้อกำหนดที่ได้กำหนดไว้ ก็ไม่ควรเลือกเพราะจะทำให้โดนตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือกคณะ จึงควรศึกษาคุณสมบัติและข้อกำหนดของคณะนั้นๆ ให้ชัดเจนและเข้าใจเสียก่อน หากยังไม่แน่ใจควรศึกษา หรือถามผู้รู้ก่อน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวนักเรียนเอง
2.2 คณที่เราสนใจนั้นมีกี่มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน
และสภาพในแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร เช่น ที่ตั้ง, ระบบการเรียนการสอน, วิชาที่เรียน, การวัดผล, บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นอย่างไร ถ้านักเรียนสอบเข้าคณะนั้นได้ นักเรียนจะเรียนหรือไม่ (เพราะถ้าหากนักเรียนสอบเข้าไปได้และสละสิทธิ์ก็จะเป็นการไปกันที่ของคนอื้นที่ต้องการจะเข้าศึกษาในคณะนั้นจริงๆ)
2.3 สัดส่วนการแข่งขันของแต่ละคณะ/สถาบัน
ดูได้จากสถิติคะแนนสูง-ต่ำ ของบัณฑิตแนะแนว ที่มีข้อมูลจำนวนผู้สมัคร จำนวนผู้สอบผ่าน ข้อเขียน ของปีการศึกษา 2553 ไว้ หรือความนิยมของสถาบันว่ามีผู้สนใจเลือกสมัครมากน้อยแค่ไหน
2.4 จำนวนรับที่แต่ละมหาวิทยาลัย/สถาบันจะรับได้
จำนวนที่รับมากอาจแข่งขันกันน้อยกว่าจำนวนที่ได้รับน้อย
2.เทคนิคในการจัดอันดับ
ในการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษา ในระบบ  Admissions   ผู้สมัครแต่ละคนมีสิทธิเลือกคณะได้ 4 คณะซึ่งไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน และผู้ที่เลือกคณะเดียวกันแต่อันดับไม่ตรงกันก็มีสิทธิเท่ากันที่จะติดคณะนั้น ถ้าคณะเข้าถึงเกณฑ์ เช่น นาย ก  เลือกรัฐศาสตร์เป็นอันดับ  1  นาย ข เลือกรัฐศาสตร์เป็นอันดับ 3 ปรากฎว่าคะแนนเขาทั้งคู่ สูงกว่าคะแนนต่ำสุดของคณะรัฐศาสตร์  (คือทำคะแนนได้สูงกว่าคนสุดท้ายที่สอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ได้)  เขาทั้งคู่ก็จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์เหมือนกัน  สำหรับหลักเกณฑ์ในการจัดคณะมีหลักเกณ์ดังนี้
1.รวบรวมคณะที่ตนเองพิจารณาว่าเหมาะสมแล้ว  ทั้งในแง่ความสามารถทางสติปัญญา  ความถนัดและความสนใจ อาจมากกว่า 4 คณะก็ได้
2.นำคณะต่ำสุดของคณะทั้งหมดที่เลือกไว้  มาเรียงอันดับอีกครั้ง  เพื่อให้มีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อมากยิ่งขึ้น  โดยเรียงอับดับคณะจากคณะที่มีคะแนนต่ำสุดที่  “มากที่สุด”  ไว้เป็นอันดับแรก  คณะที่มีคะแนนต่ำที่สุด “น้อยกว่า” รองลงมาเรื่อยๆ เช่น
                นางสาวนิด  เลือกคณะที่ต้องการ  4  คณะโดยเรียงจากความชอบได้ดังนี้
คณะ
สถาบัน
คะแนนต่ำสุด
%ต่ำสุด
ทันตแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
22,915.00
76.38
เภสัชศาสตร์ -เภสัชศาสตร์
มหิดล
20,356.50
67.86
พยาบาลศาสตร์
เชียงใหม่
17,714.55
59.05
พยาบาลศาสตร์
ขอนแก่น
18,668.35
62.23
                
ในการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษานางสาวนิด ควรเรียงอันดับคณะดังนี้
อันดับที่ 1 คณะทันตแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ                             คณะต่ำสุด             22,915.00 (76.38)
อันดับที่ 2 คณะเภสัชศาสตร์ –เภสัชศาสตร์ ม.มหิดล               คณะต่ำสุด             20,356.50 (7.86)
อันดับที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์   ม.ขอนแก่น                       คณะต่ำสุด             18,668.35 (62.23)
อันดับที่ 4 คณะพยาบาลศาสตร์   ม.เชียงใหม่                      คณะต่ำสุด             17,714.55 (59.05)
หมายเหตุ

                ในการจัดเรียงอันดับด้วยวิธีนี้เหมาะกับการจัดเรียงคณะที่มีเงื่อนไขต่างๆ  เหมือนกัน เช่น จำนวนวิชาสอบ,ค่าน้ำหนักคะแนน  แต่ถ้าคณะที่มีความแตกต่างกัน  เช่น  วิชาสอบไม่เหมือนกัน ค่าน้ำหนักแตกต่างกัน ก็ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ด้วยว่าจะเรียงอันดับคะแนนอย่างไร
3.การจัดอันดับโดยคร่าวๆทั่วไปมีลักษณะดังนี้
- อันดับ 1 หรือ อันดับ 1 ถึง 2   เลือกคณะที่เราอยากเรียนจริงๆ  คือ ชอบมาก  แต่ไม่ควรให้คะแนนสูงกว่าความสามารถจนเกินไป
-  อันดับ 3 หรือ อันดับ 2 ถึง 3 เลือกประเภทวิชาที่เราชอบอยู่บ้าง และคะแนนควรรองๆ ลงมา 
- อันดับ 4 ให้เลือกคณะที่มีคะแนนต่ำที่สุดเท่าที่คิดว่าพอจะเรียนได้ถ้าสอบติด  โดยคณะที่เลือกเป็นอันดับที่ 4 ควรมี ”คะแนนต่ำสุด” ไม่สูงกว่าคะแนนรวมที่นักเรียนทำได้
3.ข้อควรระวังในการเลือกคณะและจัดอันดับ
1.ไม่ควรเลือกสถบันยอดนิยมทั้งหมด 4 อันดับ
ควรเลือกปะปนสถาบันที่มีความนิยมรองๆ ลงไป หรืออย่าเจาะจงว่าต้องเป็นสถาบันนั้นๆ สถาบันนี้ ขอให้พิจารณาคณะ/สาขาวิชาที่นักเรียนมีความสนใจ ความชอบที่จะเรียน ตลาดแรงงานมีความต้องการ และ คะแนนสูง-ต่ำในปีที่ผ่านๆมา ไม่สูงเกินความสามารถของตน
2.ไม่ควรเลือกคณะตามใจผู้อื่น
ควรถือหลักว่า "ไม่มีใครรู้จักตัวเราและรู้ความต้องการของตนได้มากไปกว่าตนเอง" สิ่งสำคัญ คือ เลือกเพราะอยากจะเรียน อยากประกอบอาชีพนั้นจริงๆ ถ้าผู้ปกครองมีความคาดหวังในบางคณะ/บางสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับความต้องการองนักเรียน ควรหันหน้ามาปรึกษากันด้วยเหตุผล
3.ไม่ควรเลืกคณะที่มีจำนวนวิชาสอบแตกต่างกันมาก
ควรเลือกคณะที่สอบวิชาน้อยแต่เลือกคณะได้ครบ 4อันดับ เพื่อจะได้มีเวลาดูหนังสือได้เต็มที่ ซึ่งถ้าเป็นระบบ Admissions นั้น ก็ควรในส่วนของการสอบ วิชา PAT ว่ามีวิชาที่ต้องสอบแตกต่างกันอย่างไร ถ้านักเรียนเลือกกลุ่มสาขาที่จะเรียนแตกต่างกันมาก จะทำให้ต้องสอบวิชา PAT มากขึ้น
4.ไม่ควรเลือกคณะที่มีคะแนนต่ำสุดติดหมดกันหมด
อันตรายมากควรเลี่ยงเสีย โดยหันไปพิจารณาเลืกคณะเดียวกันของมหาวิทยาลัยอื่นที่อาจจะมีคะแนนต่ำกว่าเข้ามาแทนก็ได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้มีการทิ้งช่วงคะแนนบ้าง สำหรับการทิ้งช่วงห่างของคะแนนต่ำสุด ให้พิจารณาจากระดับความสามารถทางวิชาการและสติปัญญาของตนเป็นเกณฑ์ กล่าวคือ หากเป็นคนเรียนเก่ง ช่วงห่างของคะแนนก้ไม่ต้องมากนัก แต่ผู้มีผลการเรียนปานกลางหรือต่ำควรทิ้งช่วงห่างคะแนนมากๆ
แหล่งที่มา :
สุดยอดคู่มือเลือกคณะ  สำนักงานบัณฑิตแนะแนว
ที่มา http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/guidance/13724

การตั้งคำถาม

การใช้คำถามเป็นเทคนิคสำคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสิทธิภาพ  เป็นกลวิธีการสอนที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิด  การตีความ  การไตร่ตรอง  การถ่ายทอดความคิด  สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี
            การถามเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้  ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความรู้  ความเข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ กระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคิด  ทำความเข้าใจให้กระจ่าง  ได้ข้อมูลป้อนกลับทั้งด้านการเรียนการสอน  ก่อให้เกิดการทบทวน  การเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่าง ๆ  ส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นและเกิดความท้าทาย

ระดับของการตั้งคำถาม
การตั้งคำถามมี  2  ระดับ  คือ  คำถามระดับพื้นฐาน และคำถามระดับสูง  ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
            1)  คำถามระดับพื้นฐาน   เป็นการถามความรู้  ความจำ  เป็นคำถามที่ใช้ความคิดทั่วไป หรือความคิดระดับต่ำ  ใช้พื้นฐานความรู้เดิมหรือสิ่งที่ประจักษ์ในการตอบ  เนื่องจากเป็นคำถามที่ฝึกให้เกิดความคล่องตัวในการตอบ  คำถามในระดับนี้เป็นการประเมินความพร้อมของผู้เรียนก่อนเรียน  วินิจฉัยจุดอ่อน – จุดแข็ง  และสรุปเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว  คำถามระดับพื้นฐานได้แก่
                  1.1)  คำถามให้สังเกต   เป็นคำถามที่ให้ผู้เรียนคิดตอบจากการสังเกต  เป็นคำถามที่ต้องการให้ผู้เรียนใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสืบค้นหาคำตอบ  คือ  ใช้ตาดู  มือสัมผัส  จมูกดมกลิ่น  ลิ้นชิมรส  และหูฟังเสียง  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   เมื่อนักเรียนฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกอย่างไร
                         æ   ภาพนี้มีลักษณะอย่างไร
                         æ   สารเคมีใน  2  บีกเกอร์  ต่างกันอย่างไร
                         æ   พื้นผิวของวัตถุเป็นอย่างไร  
                  1.2)  คำถามทบทวนความจำ   เป็นคำถามที่ใช้ทบทวนความรู้เดิมของผู้เรียน  เพื่อใช้เชื่อมโยงไปสู่ความรู้ใหม่ก่อนเริ่มบทเรียน  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   วันวิสาขบูชาตรงกับวันใด
                         æ   ดาวเคราะห์ดวงใดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
                         æ   ใครเป็นผู้แต่งเรื่องอิเหนา
                         æ   เมื่อเกิดอาการแพ้ยาควรโทรศัพท์ไปที่เบอร์ใด
                  1.3)  คำถามที่ให้บอกความหมายหรือคำจำกัดความ   เป็นการถามความเข้าใจ  โดยการให้บอกความหมายของข้อมูลต่าง ๆ  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   คำว่าสิทธิมนุษยชนหมายความว่าอย่างไร
                         æ   ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร
                         æ   สถิติ (Statistics)  หมายความว่าอย่างไร
                         æ   บอกความหมายของ  Passive  Voice
                  1.4)  คำถามบ่งชี้หรือระบุ   เป็นคำถามที่ให้ผู้เรียนบ่งชี้หรือระบุคำตอบจากคำถามให้ถูกต้อง  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   ประโยคที่ปรากฏบนกระดานประโยคใดบ้างที่เป็น Past  Simple  Tense
                         æ   คำใดต่อไปนี้เป็นคำควบกล้ำไม่แท้
                         æ   ระบุชื่อสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
                         æ   ประเทศใดบ้างที่เป็นสมาชิก APEC

            2)  คำถามระดับสูง   เป็นการถามให้คิดค้น  หมายถึง  คำตอบที่ผู้เรียนตอบต้องใช้ความคิดซับซ้อน  เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาในการคิดหาคำตอบ  โดยอาจใช้ความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาเป็นพื้นฐานในการคิดและตอบคำถาม  ตัวอย่างคำถามระดับสูงได้แก่
                  2.1)  คำถามให้อธิบาย   เป็นการถามโดยให้ผู้เรียนตีความหมาย  ขยายความ  โดยการให้อธิบายแนวคิดของข้อมูลต่าง ๆ  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   เพราะเหตุใดใบไม้จึงมีสีเขียว
                         æ   นักเรียนควรมีบทบาทหน้าที่ในโรงเรียนอย่างไร
                         æ   ชาวพุทธที่ดีควรปฏิบัติตนอย่างไร
                         æ   นักเรียนจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะทำให้ร่างกายแข็งแรง
                  2.2)  คำถามให้เปรียบเทียบ   เป็นการตั้งคำถามให้ผู้เรียนสามารถจำแนกความเหมือน – ความแตกต่างของข้อมูลได้  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   พืชใบเลี้ยงคู่ต่างจากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอย่างไร
                         æ   จงเปรียบเทียบวิถีชีวิตของคนไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย
                         æ   DNA  กับ  RNA  แตกต่างกันหรือไม่  อย่างไร
                         æ   สังคมเมืองกับสังคมชนบทเหมือนและต่างกันอย่างไร
                  2.3)  คำถามให้วิเคราะห์   เป็นคำถามให้ผู้เรียนวิเคราะห์  แยกแยะปัญหา  จัดหมวดหมู่  วิจารณ์แนวคิด หรือบอกความสัมพันธ์และเหตุผล  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
                         æ   วัฒนธรรมแบ่งออกเป็นกี่ประเภท  อะไรบ้าง
                         æ   สาเหตุใดที่ทำให้นางวันทองถูกประหารชีวิต
                         æ   การติดยาเสพติดของเยาวชนเกิดจากสาเหตุใด
                  2.4)  คำถามให้ยกตัวอย่าง   เป็นการถามให้ผู้เรียนใช้ความสามารถในการคิด  นำมายกตัวอย่าง  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   ร่างกายขับของเสียออกจากส่วนใดบ้าง
                         æ   ยกตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์
                         æ   หินอัคนีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง
                         æ   อาหารคาวหวานในพระราชนิพนธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานได้แก่อะไรบ้าง
                  2.5)  คำถามให้สรุป   เป็นการใช้คำถามเมื่อจบบทเรียน  เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนได้รับความรู้หรือมีความก้าวหน้าในการเรียนมากน้อยเพียงใด  และเป็นการช่วยเน้นย้ำความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว  ทำให้สามารถจดจำเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   จงสรุปเหตุผลที่ทำให้พระเจ้าตากสินทรงย้ายเมืองหลวง
                         æ   เมื่อนักเรียนอ่านบทความเรื่องนี้แล้วนักเรียนได้ข้อคิดอะไรบ้าง
                         æ   จงสรุปแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุด
                         æ   จงสรุปขั้นตอนการทำผ้าบาติค
                  2.6)  คำถามเพื่อให้ประเมินและเลือกทางเลือก   เป็นการใช้คำถามที่ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบหรือใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่หลากหลาย  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   การว่ายน้ำกับการวิ่งเหยาะ  อย่างไหนเป็นการออกกำลังกายที่ดีกว่ากัน  เพราะ
                                  เหตุใด
                         æ   ระหว่างน้ำอัดลมกับนมอย่างไหนมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่ากัน  เพราะเหตุใด
                         æ   ดินร่วน  ดินทราย  และดินเหนียว  ดินชนิดใดเหมาะแก่การปลูกมะม่วงมากกว่ากัน
                                  เพราะเหตุใด
                         æ   ไก่ทอดกับสลัดไก่  นักเรียนจะเลือกรับประทานอาหารชนิดใด  เพราะเหตุใด
                  2.7)  คำถามให้ประยุกต์   เป็นการถามให้ผู้เรียนใช้พื้นฐานความรู้เดิมที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่หรือในชีวิตประจำวัน  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   นักเรียนมีวิธีการประหยัดพลังงานอย่างไรบ้าง
                         æ   เมื่อนักเรียนเห็นเพื่อนในห้องขาแพลง  นักเรียนจะทำการปฐมพยาบาลอย่างไร
                         æ   นักเรียนนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต
                                   ประจำวันอย่างไรบ้าง
                         æ   นักเรียนจะทำการส่งข้อความผ่านทางอีเมลล์ได้อย่างไร
                  2.8)  คำถามให้สร้างหรือคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ  หรือผลิตผลใหม่ ๆ   เป็นลักษณะการถามให้ผู้เรียนคิดสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำกับผู้อื่นหรือที่มีอยู่แล้ว  ตัวอย่างคำถามเช่น
                         æ   กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช้แล้ว  สามารถนำไปประดิษฐ์ของเล่นอะไรได้บ้าง
                         æ   กล่องหรือลังไม้เก่า ๆ สามารถดัดแปลงกลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร
                         æ   เสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้ว  นักเรียนจะนำไปดัดแปลงเป็นสิ่งใดเพื่อให้เกิดประโยชน์
                         æ   นักเรียนจะนำกระดาษที่ใช้เพียงหน้าเดียวมาประดิษฐ์เป็นสิ่งใดบ้าง
            การตั้งคำถามระดับสูงจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดระดับสูง  และเป็นคนมีเหตุผล  ผู้เรียนไม่เพียงแต่จดจำความรู้  ข้อเท็จจริงได้อย่างเดียวแต่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหา  วิเคราะห์ และประเมินสิ่งที่ถามได้  นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสาระสำคัญของเรื่องราวที่เรียนได้อย่างถูกต้อง
และกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหาข้อมูลมาตอบคำถามด้วยตนเอง
            การตอบคำถามระดับสูง  ผู้สอนต้องให้เวลาผู้เรียนในการคิดหาคำตอบเป็นเวลามากกว่าการตอบคำถามระดับพื้นฐาน  เพราะผู้เรียนต้องใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งและมีวิจารณญาณในการตอบคำถาม  ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของการตั้งคำถามคือ  การถามแล้วต้องการคำตอบในทันทีโดยไม่ให้เวลาผู้เรียนในการคิดหาคำตอบ

ที่มา http://www1.nsdv.go.th/innovation/questioning.htm

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การสัมภาษณ์


การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถาม(ผู้สื่อข่าว) ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายตอบ(แหล่งข่าว)



ความสำคัญของการสัมภาษณ์ 

       1.ช่วยให้การรายงานข่าวมีชีวิตชีวา
       2.ช่วยสร้างความเชื่อถือของข่าวนั้น
       3.สร้างความบันเทิงแก่ผู้อ่าน

ชนิดของการสัมภาษณ์ 

ชนิดของการสัมภาษณ์ แบ่งเป็น 3 ชนิด
       
       1.การสัมภาษณ์ข่าวเหตุการณ์ เป็นการสัมภาษณ์เกี่ยวกับรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำมารายงานให้เร็วที่สุด
       2.การสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ เป็นลักษณะของการสัมภาษณ์ที่ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า และอาจจะไม่ได้พบหน้ากัน หรือการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือการพบปะกันและมีการพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ซึ่งผู้สื่อข่าวมักจะมีความคั้นเคยกับแหล่งข่าว
       3.การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการนัดหมายล่วงหน้า ผู้สัมภาษณ์ต้องไปสัมภาษณ์ด้วยตนเอง เรื่องที่สัมภาษณ์มักมีความสำคัญและเป็นที่สนใจพอสมควร

รูปแบบการสัมภาษณ์


                รูปแบบการสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น  ๒  แบบคือ

๑.  การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ   เป็นการสัมภาษณ์ความคิดเห็นทั่วๆไป  เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ  การสัมภาษณ์แบบนี้ไม่ต้องเตรียมการมากนัก  เพียงแต่เตรียมจุดประสงค์ของการสัมภาษณ์และคำถามไว้ล่วงหน้าเท่านั้น

                ๒.  การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ   การสัมภาษณ์แบบนี้มีหลักเกณฑ์มากกว่าแบบแรก

คือ  ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมสถานที่  นัดวัน  เวลา  ไปพบ  หรือเชิญผู้ให้สัมภาษณ์ทราบล่วงหน้า

คุณสมบัติของผู้สัมภาษณ์


๑.      จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม  และเข้าใจจุดประสงค์ว่าต้องการทราบข้อมูลอะไรจากผู้ให้

สัมภาษณ์

๒.    มีมนุษยสัมพันธ์  ปรับตัวให้เข้ากับทุกคนได้ในระยะเวลาอันสั้น

๓.     มีไหวพริบที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้  และรู้จักหลักจิตวิทยา

๔.     รู้จักมารยาทในการพูดและการฟัง   ไม่ควรซักถาม  หรือเคี่ยวเข็ญผู้ให้สัมภาษณ์ให้

ตอบคำถามในกรณีที่ไม่เต็มใจตอบ  และต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด

๕.     ต้องเป็นคนมีบุคลิกดี  แต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมาะกับกาลเทศะ

๖.      ผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นคนที่ตรงต่อเวลา

คำถามในการสัมภาษณ์


            คำถาม   คือ  หัวใจของการสัมภาษณ์  การสัมภาษณ์จะประสบผลสำเร็จหรือไม่  ขึ้นอยู่กับ

ประสิทธิภาพในการตั้งคำถาม  ผู้สัมภาษณ์จึงควรศึกษาลักษณะของคำถามที่ควรใช้สำหรับการสัมภาษณ์

                คำถามเปิด  คือ  คำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ซึ่ง

เหมาะสำหรับการสัมภาษณ์โดยทั่วๆไป

                คำถามปิด   คือ  คำถามที่ผู้ถามต้องการคำตอบเพียงจุดใดจุดหนึ่ง  หรือต้องการคำตอบสั้นๆ

โดยไม่ต้องการคำอธิบาย  วัตถุประสงค์หลักของการเลือกใช้คำถามปิด  คือ  เพื่อให้สามารถสัมภาษณ์

คนจำนวนมากได้โดยไม่ใช้เวลามากนัก และเกิดความคงที่ในการถามคำถามหนึ่งๆ กับคนจำนวนมากลักษณะคำถามปิดจะให้เลือกคำตอบว่าใช่หรือไม่          หรือกำหนดประเด็นที่ต้องการให้ตอบเพียงเรื่องเดียว  หรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ประเภทของการสัมภาษณ์


       1.สัมภาษณ์เพื่อหาข้อเท็จจริง(Interview of Fact) ในสังคมที่มีปัญหาต่างๆ  มีผลให้เกิดอุบัติการณ์มากมายจนผู้สื่อข่าวไม่สามารถรายงานเหตุการณ์ให้ผู้อ่านได้รับทราบอย่างทันท่วงที จึงต้องสอบถามจากผู้เห็นเหตุการณ์หรือมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาเหล่านั้นเพื่อนำข้อเท็จจริงมาเสนอให้ผู้อ่านได้พิจารณา
       2.การสัมภาษณ์เพื่อหาความคิดเห็น (Interview of opinions) ใช้ในกรณีที่เกิดปัญหาสาธารณะที่ประชาชนต้องตัดสินใจแสดงประชามติต่อปัญหานั้น หนังสือพิมพ์จำเป็นต้องตัดสินใจแสดงประชามติต่อปัญหานั้น หนังสือพิมพ์จึงจำเป็นต้องตัดสินใจแสดงประชามติต่อปัญหานั้น โดยการสอบถามความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ รวมทั้งผู้ที่มีความคิดเห็นในลักษณะสนับสนุนและคัดค้านนำมาเสนอต่อผู้อ่าน
       3.การสัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่บุคลิกภาพ (Interview of personality) เป็นการสัมภาษณ์บุคคลทั้งที่เคยเป็นข่าวมาแล้ว และบุคคลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน โดยผู้สื่อข่าวคาดว่าบุคคลนั้นจะเป็นที่สนใจของผู้อ่าน และผู้อ่านสามารถจะนำทัศนะของบุคคลนั้นๆมาปรับใช้กับชีวิตความเป็นอยู่ของตนได้

การสัมภาษณ์เพื่อการศึกษา


                ก่อนการสัมภาษณ์

                ควรเตรียมคำถามให้สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการศึกษา  จัดลำดับคำถามให้เหมาะสมและ

สะดวกแก่ผู้ตอบ  โดยพิจารณาว่าผู้ที่จะสัมภาษณ์นั้นเป็นคนกลุ่มใด  วัยใด  อาชีพใด  จะช่วยในการเลือกคำถามที่เหมาะสมกับความรู้  และประสบการณ์ของผู้ให้สัมภาษณ์มากขึ้น

ระหว่างการสัมภาษณ์

            แนะนำตนเองและเรื่องที่ต้องการข้อมูล  เพื่อพยายามโน้มน้าวใจผู้ให้สัมภาษณ์สนใจที่จะให้ความร่วมมือ

                ดำเนินการสัมภาษณ์ตามคำถามที่เตรียมไว้ผู้สัมภาษณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ  นอกเหนือจากเรื่องที่จะสัมภาษณ์  และไม่ควรพูดนอกเรื่อง

                พยายามเป็นผู้ฟังที่ดี  และสนใจปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆ  ของผู้ให้สัมภาษณ์ จะช่วยให้ผู้ให้สัมภาษณ์เกิดความรู้สึกที่ดีต่อการสัมภาษณ์  และเต็มใจให้ข้อมูล

                บันทึกคำตอบที่ได้รับและรวมทั้งข้อมูลอื่นๆ  เช่น  การแสดงสีหน้า  หรือนำเสียงของผู้ให้สัมภาษณ์  สภาพแวดล้อมของการสัมภาษณ์

                เมื่อจบการสัมภาษณ์จะต้องขอบคุณในความร่วมมือ  และการเสียสละเวลาของผู้ให้สัมภาษณ์

เทคนิคการสัมภาษณ์


       -  การเตรียมตัวเพื่อการสัมภาษณ์
               1. ศึกษาภูมิหลังแหล่งข่าว
               2. ควรเตรียมตั้งคำถามไว้ 1 ชุดเพื่อเป็นกรอบ
               3. ตรวจสอบเครื่องมือ เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างๆ
               4. ควรตรงต่อเวลาหรือไปก่อน

       -  การดำเนินการสัมภาษณ์
               1.ควรเริ่มต้นด้วยคำถามพื้นๆ
               2. ผู้สื่อข่าวควรตั้งคำถามล่วงหน้าและควรตั้งใจฟัง
               3. ไม่ควรรีบลาผู้ให้สัมภาษณ์จนกว่าจะได้ข้อมูลพื้นฐาน และข่าวสารกระจ่างชัด
               4. ผู้สื่อข่าวอาจจะถามเรื่องที่ทำให้แหล่งข่าวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแต่ก็เพื่อข้อมูลที่จะได้รับ
               5. ระหว่างการสัมภาษณ์ไม่ควรก้มหน้าก้มตาจดบันทึกเพียงอย่างเดียว

       -  ข้อควรระวังในการสัมภาษณ์
               1. รูปลักษณ์ภายนอกต้องเหมาะสม
               2. จดบันทึกทุกอย่างที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์
               3. ถ้าใช้เครื่องบันทึกเสียงต้องขออนุญาตก่อน
               4. อย่าสัญญาใดๆกับผู้ถูกสัมภาษณ์
               5. วิธีการสัมภาษณ์จะไม่สามารถใช้ได้กับคนทุกคน




ที่มา http://elearning.nsru.ac.th/2550/report_beginning/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%205.html

ที่มา http://www.trueplookpanya.com/true/blog_diary_detail.php?diary_id=1573

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

องค์ประกอบและการทำงานของคอมพิวเตอร์

 องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์ จะทำงานได้ต้องประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ
1. หน่วยรับเข้า (Input Unit)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
3. หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
4. หน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit)
5. หน่วยแสดงผล (Output Unit)

หน่วยรับเข้า (Input Unit)


ทำหน้าที่รับข้อมูลคำสั่งจากผู้ใช้ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปประมวลผล ข้อมูลที่รับเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มีหลากหลาย เช่น ตัวอักษร, ตัวเลข, รูปภาพ, เสียง เป็นต้น โดยผ่านอุปกรณ์สำหรับนำเข้าข้อมูลรูปแบบต่างๆ เมาส์, คีย์บอร์ด, เครื่องอ่านพิกัด, เครื่องอ่านรหัสแท่ง, เครื่องสแกน, กล้องดิจิทัล, ไมโครโฟน





หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)



ทำหน้าที่ประมวลผล คำนวณ และควบคุมการทำงานต่างๆ ของระบบคอมพิวเตอร์








1. หน่วยควบคุม (Control Unit : CU)
ทำหน้าที่อ่านคำสั่ง สั่งงาน และควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
2. หน่วยคำนวณตรรกะ (Arithmetic and Logic Unit : ALU)
ทำหน้าที่คำนวณด้วยวิธีการทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร การเปรียบเทียบข้อมูลมากกว่า น้อยกว่า เป็นต้น


หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)


เป็นหน่วยเก็บข้อมูลก่อนนำไปประมวลผล เก็บคำสั่งโปรแกรมขณะใช้งาน และเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลก่อนนำไปแสดงผล หน่วยความจำหลักแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory : ROM)

เป็นหน่วยความจำที่บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ได้บรรจุชิปหน่วยความจำแบบติดตั้งถาวร หรือไบออส (Basic Input Output System : BIOS) ไว้บนแผงวงจรหลักเรียบร้อยแล้ว โดยข้อมูลที่บรรจุลงไปในหน่วยความจำจะยังคงอยู่แม้จะปิดเครื่องไปแล้ว แต่ไม่สามารถบรรจุข้อมูลเพิ่มเติมลงไปได้

2. หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory : RAM)
เป็นหน่วยความจำที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูลและคำสั่ง มีหน้าที่จดจำคำสั่งที่เป็นโปรแกรมและข้อมูลที่จะทำการประมวลผล หากเกิดไฟฟ้าดับหรือไม่มีกระแสไฟฟ้าข้อมูลที่อยู่ภายในจะหายไปทั้งหมด





หน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit)

เป็นหน่วยความจำที่สามารถรักษาข้อมูลได้ตลอดไป ไม่มีทางสูญหายหลังจากเปิดเรื่องคอมพิวเตอร์แล้ว



หน่วยส่งออก (Output Unit)

เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมาให้ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ได้ตามต้องการ ซึ่งการส่งออกเป็นผลัพธ์สามาถส่งออกได้หลายรูปแบบ เช่น ภาพ, เอกสาร, เสียง และอุปกรณ์ที่สามารถแสดงผลลัพธ์ก็มีหลายนิด เช่น ลำโพง, จอมอนิเตอร์, เครื่องฉายโปรเจ็คเตอร์, เครื่องพิมพ์ เป็นต้น



หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

การทำงานของคอมพิวเตอร์เริ่มต้นจากผู้ใช้งานป้อนข้อมูล หรือคำสั่งผ่านอุปกรณ์รับข้อมูล (Input Unit) ไปประมวลผล (Central Processing Unit) เพื่อประมวลผลตามข้อมูลหรือคำสั่งที่ได้รับ อาจมีการเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit) เพื่อการประมวลผล แล้วแสดงผลลัพธ์ผ่านทางอุปกรณ์แสดงผล (Output Unit) ชนิดต่างๆ หากผู้ใช้ต้องการการบันทึกข้อมูลเก็บไว้ ก็จะทำการบันทึกข้อมูลลงหน่วยความจำรอง (Secondary Memory Unit) ชนิดต่างๆ ต่อไป

การแทนที่ข้อมูลในคอมพิวเตอร์

ข้อมูลต่างๆ ที่เก็บภายในเครื่องคอมพิวเตอร์จะเก็บอยู่ในรูปแบบเลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 ไม่ใช่อย่างที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เพลง ข้อความ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ โดยข้อมูลเลขฐาน 2 ที่ถูกเก็บไว้ เมื่อมีการเรียกใช้งานคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผลตัวเลขฐาน 2 ของข้อมูลนั้นๆ แล้วแสดงผลออกมาให้เราได้รับรู้ เช่น รูปภาพ เพลง ข้อความ ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ

1. บิต (bit)
เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของการเก็บข้อมูล เลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 จำนวน 1 ตัว จะเรียกว่า 1 บิต เช่น 1001 จะเรียกว่า 4 บิต หากเปรียบเสมือนหลอดไฟ 0 หมายถึงปิดไฟ, 1 หมายถึงเปิดไฟ

2. ไบต์ (byte)
เกิดจากเลขฐาน 2 จำนวน 8 ตัวเรียงกัน หรือ 8 บิต นั่นเอง เข้าใจง่ายๆ คือ 8 บิต = 1 ไบต์ เช่น 10011001 แบบนี้เรียกว่า 1 ไบต์ ซึ่งตัวเลขจำนวน 8 หลักนี้ จะได้ค่าที่แตกต่างกันถึง 256 ค่า 1 ไบต์ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ออกเทต (octet) แต่ถ้า 4 บิต จะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า นิบเบิล (nibble)

3. รหัสเอ็บซีดิก (Extended Binary Coded Decimal Interchange Code : EBCDIC)
เป็นรหัสที่พัฒนาโดยบริษัท IBM เพื่อใช้กับรบบปฏิบัติการขนาดใหญ่ เช่น OS-390 สำหรับเครื่องแม่ข่าย S/390 ถูกนำมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของ IBM ทั้งหมด รหัสเอ็บซีดิก มีขนาด 8 บิต แทนรหัสอักขระได้ 256 ตัว ปัจจุบันรหัสเอ็บซีดิกไม่เป็นที่นิยมและกำลังจะเลิกใช้งาน4. รหัสแอสกี (American Standard Code for Information Interchange : ASCII)
เป็นรหัสมาตรฐานที่กำหนดโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (American National Standards Institute : ANSI) เป็นรหัสที่นิยมใช้งานกันมากที่สุดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ เริ่มมีการใช้งานครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1967 รหัสแอสกี แต่เดิมประกอบด้วยรหัส 7 บิต เพื่อแทนอักขระทั้งหมด 128 ตัว ในปี ค.ศ. 1986 ได้ทำการปรับปรุงใหม่ให้เป็นรหัส 8 บิต โดยเพิ่มเข้ามาอีก 1 บิต เพื่อใช้ในการตรวสสอบความถูกต้อง เรียกบิตสุดท้ายนี้ว่า พาริตี้บิต (Parity bit)

5. ยูนิโค้ด (Unicode)
เป็นรหัสที่ถูกพัฒนามาในปี พ.ศ.2534 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยูนิโค้ดช่วยให้คอมพิวเตอร์แสดงผล และจัดการข้อความตัวอักษรที่ใช้ระบบการเขียนของภาษาส่วนใหญ่ทั่วโลก ยูนิโค้ดเป็นเลขฐาน 2 ตั้งแต่ 1 ถึง 4 ไบต์ ทำให้สามารถรองรับการเก็บข้อมูลอักขระได้กว่า 100,000 ตัว

การประมวลผลของซีพียู


1. การรับเข้าข้อมูล (Fetch) รับรหัสคำสั่งและข้อมูล จากหน่วยความจำ
2. การถอดรหัส (Decode) ทำการถอดรหัสคำสั่งได้รับ และส่งต่อไปยังส่วนคำนวณและตรรกะ
3. การทำงาน (Execute) ทำการคำนวณข้อมูลที่ถอดรหัสแล้ว และสั่งให้ CPU ทำงานตามคำสั่ง
4. การเก็บข้อมูล (Store) ทำการเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำหลัก

การรับส่งข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์

แผงวงจรหลัก หรือเมนบอร์ด (Motherboard/Mainboard)
เปรียบเสมือนศูนย์กลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะอุปกรณ์ทุกอย่าง จะต้องทำการเชื่อมต่อกับแผงวงจรหลักนี้




บัส (Bus)
หมายถึง ช่องทางการติดต่อสื่อสารข้อมูลของอุปกร์ต่างๆ บัสในหน่วยประมวลผลกลางประกอบไปด้วย
1. บัสข้อมูล (Data Bus) เป็นบัสที่หน่วยประมวลผลกลาง ใช้เป็นเส้นทางในการควบคุมและ การขนส่งข้อมูล ระหว่างหน่วยประมวลผลกลาง และอุปกรณ์ภายนอก
2. บัสรองรับข้อมูล (Address Bus) เป็นบัสที่หน่วยประมวลผลกลาง เลือกว่าจะส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ใด โดยจะส่งสัญญาณมาที่บัสรองรับข้อมูลนี้
3. บัสควบคุม (Control Bus) เป็นบัสที่รับสัญญาณการควบคุมจากหน่วยประมวลผลกลาง เพื่อบังคับว่าจะอ่านข้อมูลเข้า หรือจะส่งข้อมูลออก

ที่มาจาก http://itnonkokm4.blogspot.com/2013/11/2.html